FORGOT YOUR DETAILS?

MECHANIC TIPS

 

ช่วงล่างปลอดภัย ตรวจเช็คได้ด้วยตัวเอง
ตอนที่ 1 ส่องยางกันฝุ่นด้วยตาเปล่า

โพสต์ที่ผ่านๆมา เราได้ทำความรู้จักความสำคัญของยางกันฝุ่นกันไปแล้วนะครับทีนี้เรามาดูกันว่าเรามีวิธีสังเกตอาการเสื่อมสภาพ หรือผิดปกติของยางกันฝุ่นได้อย่างไรบ้าง

Check_Your_Car_Before_You_Drive

อาการเสื่อมของช่วงล่าง คุณเช็คเองได้ก่อนไปถึงช่าง

วิธีการสังเกตยางกันฝุ่นลูกหมากนั้น ทำได้ง่ายมากครับ เพราะมันคือ “ยาง” ซึ่งเนื้อยางมันเมื่อถูกกระแทก สั่นสะเทือน หรือ มีอุณหภูมิ ก็อาจทำให้เกิดการขยายตัวของเนื้อยางบ้าง แต่การขยายตัวของเนื้อยางนั้น เป็นปกติของยางกันฝุ่นลูกหมาก เพราะลูกหมากนั้นนอกจะยึดติดกับชิ้นส่วนช่วงล่างแล้ว มันยังถูกกระทำด้วยแรงกระแทก สั่นสะเทือน ตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนตัวของรถยนต์ จากแรงกระทำนั้น ก็เป็นเหตุให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยการกระแทกนั้นก็อาจทำให้เกิดการเสียดสีกันเล็กน้อย ระหว่างแกนลูกหมากและฐานลูกหมาก ซึ่งหากไม่มีจาระบีมาช่วยในการหล่อลื่นแล้ว การเสียดสีย่อมเกิดความรุนแรงทำให้ลูกหมากเสียหายมากกว่านี้แน่นอน รวมไปถึงเสียงที่เกิดจากการเสียดสี อาจทำให้เกิดความไม่สำราญหู ในการขับขี่ได้

นอกจากนี้ ยางกันฝุ่นยังช่วยบ่งบอกสภาพของลูกหมากนั้นๆ ได้อีกด้วย เนื่องด้วยยางกันฝุ่นเป็นชิ้นส่วนที่สามารถบ่งบอกสภาพทั้งภายนอก และ ภายในได้อย่างชัดเจน (ไม่ใช่มายากล หรือ Stand In ใดๆทั้งสิ้น) อย่างที่ช่างแมทธิวได้กล่าวไปแล้วว่า “ยางกันฝุ่น” เป็นชิ้นส่วนสำคัญซึ่งช่วยกักเก็บจาระบีลูกหมาก ไว้เพื่อหล่อลื่นและดูดซับเสียงจากการทำงานของลูกหมาก และป้องกันสภาพแวดล้อมภายนอกต่างๆ อาทิเช่น ฝุ่น ผง ทราย หิน และน้ำ ซึ่งอาจเข้ามาทำอันตรายแกนลูกหมากและฐานลูกหมากได้ ดังนั้นหากยางกันฝุ่นเริ่มเสื่อม โดยมีลักษณะดั่งที่ช่างแมทธิวจะกล่าว คือ

1. ยางกันฝุ่น มีรอยแตกลายงา

รอยแตกลายงาที่ว่า สังเกตง่ายๆ ก็จะคล้ายๆกับลายมือของท่านผู้ใช้รถทุกๆท่านเลย การที่มีรอยแตกลายงานั้น ยังไม่ได้หมายความว่าลูกหมากจะเสีย หากแต่เพียง เสื่อมไปตามการใช้งาน การเสื่อมสภาพของยางกันฝุ่นจนมีการแตกลายงานั้น ก็มาจากการใช้งานลูกหมาก ซึ่งต้องรับทั้งแรงกระแทก แรงสั่นสะเทือน และความร้อน จึงทำให้เนื้อยางมีการเปลี่ยนรูปไปบ้าง ผิดรูปไปบ้าง จนทำให้เกิดการสึกหรอของเนื้อยางกันฝุ่น ซึ่งหากลูกหมากรถยนต์ ของท่านผู้ใช้รถท่านใดเป็นแบบนี้ ก็อาจจะยังไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ครับ หากแต่ต้องไปตรวจเช็คทางกายภาพ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ช่างแมทธิวจะแนะนำต่อในบทความถัดไปครับ

front worn normal

อาการแตกลายงาของชิ้นส่วนยางในระบบช่วงล่าง

2. ยางกันฝุ่น มีรอยฉีกขาด

ถ้าเห็นว่ายางกันฝุ่นมีการฉีกขาดก็ควรเปลี่ยนแน่นอนครับ แต่บางครั้งเราเห็นแค่เป็นรอยแตกลายงาจริงๆอาจมีการขาดด้วยก็ได้ ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจควรลองเอามือบีบสัมผัสดูหรือใช้ไฟฉายส่องช่วยครับ

การที่ยางกันฝุ่นมีรอยฉีกขาดนั้น ช่างแมทธิวขอบอกเลยว่า “ไม่ใช่เรื่องดี” อย่างแน่นอน เนื่องจากยางกันฝุ่นทำหน้าที่เป็นทั้ง ที่กักเก็บจาระบีและป้องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อม หากเกิดการฉีดขาดขึ้น นั่นหมายความว่า “จาระบี” จากภายในก็จะไหลออกมาภายนอก ทำให้ชิ้นส่วนลูกหมากขาดการหล่อลื่น และเช่นเดียวกัน “สภาพแวดล้อม” จากภายนอกก็จะถาโถมเข้ามาในบริเวณเสื้อลูกหมาก ซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ชิ้นส่วนลูกหมากภายในได้ การที่ชิ้นส่วนภายในลูกหมากนั้นเกิดความเสียหาย ย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะนอกจากการทำงานของลูกหมากจะผิดเพี้ยนไปแล้ว ยังก่อให้เกิด “การหลวมคลอน” ของจุดหมุนภายในเสื้อลูกหมาก นั่นก็คือ แกนลูกหมากอีกด้วย เพราะแกนลูกหมากจะมีจุดหมุนอยู่บน “ฐานลูกหมาก” หรือ “เสื้อลูกหมาก” ซึ่งการที่โลหะ 2 ชิ้นเสียดสีกัน โดยไม่มีการหล่อลื่นย่อมก่อให้เกิดการสึกหรอ และหากการสึกหรอนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจทำให้ แกนลูกหมากและเสื้อลูกหมาก เกิดการสึกหรอจนไม่สามารถยึดติดกันได้ (ภาษาทั่วไป เรียกกันว่า “หลุดเบ้า”)

2014-03-09 10.26.12

ยางกันฝุ่นที่เหมือนแตกลายงา แต่พอบีบดูเริ่มีอาการขาดแล้ว

ซึ่งหากเกิดอาการนี้ขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ “เสียง”จะเกิดเสียงดังมากกว่าปกติ เนื่องจากการเคลื่อนที่ของแกนลูกหมากผิดเพี้ยนไป มีระยะห่างมากกว่าปกติทำให้เกิดการกระแทกอย่างรุนแรงมากขึ้น (ยิ่งมีพื้นที่มาก การขยับย่อมมีการขยับมาก และแน่นอนครับ การกระแทกก็ย่อมรุนแรงเพิ่มขึ้นแน่นอน) และไหนจะมีสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่แทรกตัวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น เศษหิน ดิน ทราย และน้ำ ซึ่งเมื่อมันสามารถเข้าไปภายในตัวลูกหมากได้ ก็จะไปทำการกัดกร่อน ชิ้นส่วนของท่านอย่างแน่นอน ถามว่ามันจะกัดกร่อนกันได้อย่างไร ท่านผู้ใช้รถลองคิดดูว่า สมมุติว่าเราใช้มือของเราลูบไปบนพื้นผิวเรียบปกติ โดยที่มือยังคงสะอาดไม่มีเศษฝุ่นผงใดๆ ทั้งสิ้น พื้นผิวที่เรียบ ก็ยังคงเรียบอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ามีการนำเศษหิน หรือ เศษทรายไปแทรก ระหว่างมือที่ใช้ลูบ และ พื้นผิว ก็จะเกิดการขัดสี ทำให้เกิดการสึกกร่อนได้ เป็นต้นคร๊าบบ

ball-joint-01

ยางกันฝุ่นเสื่อมควรรีบเปลี่ยนลูกหมากหากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

หากเกิดกรณีนี้ขึ้นช่างแมทธิวขอแนะนำท่านผู้ใช้รถว่า ควรเปลี่ยนลูกหมากได้แล้วครับ เนื่องจากลูกหมากขาดการปกป้อง เมื่อขาดการปกป้องก็ย่อมเสื่อมสภาพไปอย่างรวดเร็ว ท่านผู้ใช้รถลองคิดดูว่า โลหะเสียดสีกัน ด้วยแรงกระทำที่มากการทุบด้วยค้อนปอนด์ลงบนเท้า และความถี่ ในการขยับตัวก็มากกว่าและเร็วกว่าการกะพริบตาของมนุษย์ ภายใน 1 วินาทีอีก เพราะฉะนั้นย่อมเกิดการเสียหายขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน หากไม่มีการปกป้องและหล่อลื่น รวมไปถึงไม่มีเกราะกำบังสิ่งแวดล้อมจากภายนอก เพราะฉะนั้น “เปลี่ยน”เถอะครับ เพื่อรถที่คุณรัก และเพื่อความปลอดภัยเหนือระดับ เลือกใช้อะไหล่แท้ TRW อะไหล่แท้ประสิทธิภาพสูง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน

ช่วงล่างปลอดภัย ตรวจเช็คได้ด้วยตัวเอง
ตอนที่ 2 สังเกตด้วยการฟังเสียง

ตอนที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องความผิดปกติของยางกันฝุ่นที่ดูกันได้ชัดๆ ไปแล้วนะครับ ทีนี้บางท่านอาจสงสัยว่า แล้วถ้ายางกันฝุ่นดูปกติดี แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมโดยเฉพาะมันมีเสียงผิดปกติล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าหากยางกันฝุ่น มีสภาพปกติ แต่เกิดเสียงดังผิดปกติ !? ช่างแมทธิวสามารถฟันธงให้กับท่านผู้ใช้รถได้ใน 2 กรณีคือ

1. “เสียงผิดปกติดังกล่าว อาจไม่ได้เกิดจากลูกหมากเสีย”

“เสียงผิดปกติที่ไม่ได้จากการเสื่อมสภาพของลูกหมาก” คือเสียงดังผิดปกติของช่วงล่างชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเสื่อมสภาพของลูกหมาก เพราะช่วงล่างมีชิ้นส่วนที่ประกอบเข้ากันอีกมากมาย ไม่ได้มีแต่เฉพาะลูกหมาก ยังมีทั้งบู๊ชยางที่คอยช่วยประคอง เป็นจุดยึดรับน้ำหนัก อีกทั้งยังมีโบลต์ (Bolt) หรือน๊อตที่ยึดส่วนต่างๆไว้ ซึ่งหากชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดความผิดปกติก็ส่งผลให้เสียงดังที่ผิดปกติได้ รวมไปถึงการควบคุมที่ผิดแปลกไปจากเดิม (เพราะจุดยึดไม่นิ่ง หลวมคลอนกว่าเดิม)

trw-balljoint-bolt-nut

ลูกหมากจะยึดติดกับระบบช่วงล่างได้ต้องมี โบลต์

bolt-nut

น๊อตที่ขันไม่แน่นหรือหลวมตามจุดยึดต่างๆ อาจก่อให้เกิดเสียงได้

2. “ลูกหมากอาจมีการเสื่อมสภาพจากภายใน”

“ลูกหมากมีการเสื่อมสภาพจากภายใน” (ภายนอกดูปกติ) คือการเสื่อมสภาพของลูกหมาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่บริเวณแกนลูกหมาก หรือเสื้อลูกหมากภายในยางกันฝุ่น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่เพราะมันเล็กเกินไปนะครับ แต่เพราะมันอยู่ข้างใน (ต้องเป็น Superman หรือผู้ที่มีเครื่อง X-Ray เท่านั้นถึงจะมองเห็นชิ้นส่วนดังกล่าวจากภายนอก โดยมองผ่านยางกันฝุ่นไปได้) ซึ่งมาจากการใช้งานที่ผิดประเภท อาทิเช่น การขับรถลงหลุมบ่อ แอ่งกระทะ ส่งผลให้เกิดการสะท้านอย่างรุนแรงซึ่งบางครั้งลูกหมากอาจรั้งไว้ไม่อยู่ (เอาไม่อยู่) ซึ่งก็จะส่งต่อแรงสะท้านนั้นมายังตัวถัง ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรงนั้นได้ หรือแม้กระทั่ง การนำรถวิ่งผ่านถนนขรุขระอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้แกนลูกหมากและเสื้อลูกหมากทำงานอย่างหนักได้ (ถึงแม้ว่าจะมีจาระบีคอยช่วยหล่อลื่นอยู่ แต่การกระแทกหรือการขยับด้วยความเร็วสูงนั้น ก็ย่อมทำให้เกิดความร้อน และจาระบีก็อาจละลาย กลายเป็นของเหลวใสๆ ขาดคุณสมบัติการหล่อลื่นไปชั่วขณะหนึ่งได้) ซึ่งทั้งนี้ตัวยางกันฝุ่นลูกหมากนั้น อาจยังคงมีสภาพปกติ เนื่องจากเนื้อยางยังมีอายุการใช้งานไม่มาก (ยังคงอ่อนต่อโลก เนียนใสไร้ริ้วรอยอยู่ ถ้าเริ่มแก่ก็จะค่อยๆเหี่ยวย่น ไปตามกาลเวลา) หากแต่ไปเกิดการสึกหรอที่บริเวณแกนลูกหมากและเสื้อลูกหมาก ซึ่งอยู่ภายใน ซึ่งข้อสังเกต คงต้องพึ่งการตรวจเช็คแบบกายภาพด้วยครับ ซึ่งช่างแมทธิวจะกล่าวในบทความถัดไปครับ

ช่วงล่างปลอดภัย ตรวจเช็คได้ด้วยตัวเอง
ตอนที่ 3 ช่วงล่างหลวมหรือไม่ โยกล้อ จะได้รู้

หลังจากดูด้วยตาเปล่าไปแล้ว เราก็จะมาดูที่การสัมผัสด้วยความรู้สึก ด้วยวิธีการ “โยกล้อ” ครับ

ที่ต้องโยกล้อรถก็เพื่อตรวจสภาพของลูกหมากว่าเริ่มเสื่อมสภาพ มีการหลวมคลอนแล้วหรือไม่ เนื่องจากล้อรถนั้นก็ได้ถูกลูกหมากยึดติดไว้ ซึ่งการโยกล้อนี้จะช่วยทำให้เราเช็คสภาพของช่วงล่าง สามชิ้นหลักๆ ได้ง่ายๆ คือ “ลูกหมากปีกนกบน ลูกหมากปีกนกล่าง และ ลูกหมากปลายแร็ค”(ช่วงล่างรถยนต์บางรุ่นอาจมีแค่ลูกหมากปีกนกล่างอย่างเดียวก็เป็นได้ครับ โดยเฉพาะรถเก๋ง)

TRW-Ball-Joints

แผนภาพแสดงจุดเชื่อมโยงของลูกหมากต่างๆ ในระบบช่วงล่าง กับ ล้อรถยนต์

ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่า “การโยกล้อ” นั้นจะทำอย่างไร ต้องมีเครื่องมืออะไรพิเศษหรือไม่ ช่างแมทธิวบอกเลยครับ สิ่งสำคัญคือมีเพียงแค่ อุปกรณ์สำหรับยกรถ เช่นแม่แรงที่ติดมากับรถก็ได้ครับ โดยจุดประสงค์ของยกรถเพื่อโยกล้อนี้มีความต้องการเพียงแค่ให้ “ล้อคู่หน้า หรือ คู่หลัง ลอยอยู่เหนือพื้น (อยู่ในภาวะไร้การกดทับ)” เนื่องจากการตรวจเช็คด้วยวิธีนี้ จะตรวจสอบการให้ตัวของลูกหมากที่ยึดติดกับล้อ ซึ่งหากมีสภาวะอื่นๆมาเกี่ยวข้องอาจทำให้การตรวจสอบอาจคลาดเคลื่อน และไม่ได้อาการของลูกหมากอย่างแท้จริง

wheel

อุปกรณ์พื้นฐานที่ติดรถมา ก็สามารถทำให้ล้อรถลอยเพื่อตรวจสอบช่วงล่างได้

***คำเตือน ก่อนทำการยกรถควรศึกษาคู่มือการใช้รถอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ารถของท่านสามารถยกได้ด้วยเครื่องมือพื้นฐานโดยไม่เกิดความเสียหายและเพื่อความปลอดภัยมากขึ้นควรมีขาตั้งหรือขอนไม้หนุนรับน้ำหนักรถอีกชุดหนึ่ง เพื่อป้องกันกรณีที่แม่แรงที่ติดมากับรถไม่แข็งแรงและเอียงล้มขณะทำงาน

เมื่อท่านผู้ใช้รถสามารถทำให้รถของท่านอยู่ในสภาวะลอยตัว หรือเมื่อท่านผู้ใช้รถสามารถทำให้รถยนต์ของท่านลอยอยู่เหนือพื้น ในสภาวะไร้แรงกดทับบนล้อได้แล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับ โดยเริ่มจาก การปรับความสูงของล้อให้อยู่ในแนวขนานกับอก (เพราะเป็นตำแหน่งที่มนุษย์ทั่วไป สามารถออกแรงแขนได้อย่างพอดี ไม่ว่าจะเป็นการดึง หรือผลัก ดันออกไป) หลังจากนั้นมาเริ่มเช็คกันเลย

1. โยกล้อเพื่อเช็คลูกหมากปีกนกบนและล่าง

เริ่มที่การเช็คลูกหมากปีกนกกันก่อนเลยนะครับ โดยช่างแมทธิวจะให้ท่านผู้ใช้รถทำท่าเหมือนการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง (จับที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา หรือ ทิศเหนือ และ ทิศใต้นั่นเอง) โดยจับไปที่ล้อรถของท่าน ด้วยท่าทางที่สามารถจะผลักและดึงได้ อาทิเช่น ใช้มือหนึ่งดัน อีกมือหนึ่งดึง ก็ช่วยให้มีแรงกระทำในการโยกล้อมากขึ้น โดยปกติแล้ว การให้ตัวของลูกหมากปีกนก จะมีน้อยมากไปจนถึงไม่มีการให้ตัวเลย หากลูกหมากยังสมบูรณ์และยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ถ้ามีการให้ตัว (ล้อสามารถขยับได้) นั่นหมายความว่าลูกหมากปีกนกเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว เพื่อความแน่ใจและเข้าถึงหลักการ “พอเพียง” อย่างแท้จริง ท่านควรตรวจสอบที่ยางกันฝุ่นลูกหมากด้วย ว่ามีการเสื่อมสภาพของยางกันฝุ่นหรือไม่ ถ้ามีการเสื่อมสภาพของยางกันฝุ่นด้วย ก็ควรเปลี่ยนลูกหมากปีกนกใหม่ ไม่ควรใช้งานต่อไป เพราะจะทำให้การควบคุมรถไม่ได้เสถียรภาพและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ก็ควรเปลี่ยนลูกหมากได้แล้วครับ

41Zyb+9hNML._SX300_

ปีกนกและลูกหมาก

2. โยกล้อเพื่อเช็คลูกหมากปลายแร็ค

ต่อมาก็ถึงคิวของลูกหมากปลายแร็คกันบ้าง การตรวจเช็คลูกหมากปลายแร็คนี้ ก็ไม่ต่างจากการตรวจเช็คลูกหมากปีกนกครับ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งการจับโยก จาก 12 และ 6 นาฬิกา มาเป็น 9 และ 3 นาฬิกา หรือ ทางทิศตะวันตก และตะวันออก ซึ่งใช้การตรวจเช็คแบบเดียวกันคือ การผลักและดึงล้อรถของท่าน ซึ่งหากลูกหมากที่ยังมีประสิทธิภาพเต็มที่อยู่ การให้ตัวของล้อก็จะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย แต่หากเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว ก็จะเกิดปรากฏการณ์เดียวกันกับ ลูกหมากปีกนก คือมีการให้ตัว แต่ !! การเช็คลูกหมากปลายแร็ค ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนระบบบังคับเลี้ยวนั้น ต้องตรวจสอบให้แน่ใจถึงแหล่งที่มาของการให้ตัวนี้ก่อน ว่าเกิดจากที่ใดกันแน่ ไม่เช่นนั้นหากเปลี่ยนอะไหล่แล้วไม่หายก็จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมากเกินไป เนื่องจาก “ทำไม่ถูกจุด”

TRW-Tie-Rod-End

ลูกหมากปลายแร็ค

สำหรับวิธีเช็คลูกหมากด้วยการโยกล้อ ขอจบแต่เพียงแต่เท่านี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวโพสต์หน้า ช่างแมทธิวจะมาแนะวิธีการตรวจเช็คระบบบังคับเลี้ยวกันต่อครับ

***การโยกล้อในตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวมา เป็นเพียงการตรวจสอบในเบื้องต้นเท่านั้น การตรวจสอบที่สมบูรณ์จะต้องทำโดยการวัดค่าทอร์ค (Torque) ตามตัวเลขที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั้นๆกำหนดมา

 

ข้อมูล MECHANIC TIPS เพิ่มเติม >>
TOP